บทคัดย่อ
บทความนี้เป็นงานวิจัยเอกสารมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานสากล ISO 12100 ซึ่งเป็นมาตรฐานความ ปลอดภัยของเครื่องจักร ที่จัดเป็นมาตรฐานกลุ่ม A มุ่งเน้นหลักการพื้นฐานสำหรับการออกแบบ การประเมินความเสี่ยงและลดความเสี่ยงของเครื่องจักรกับแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของเครื่องจักรในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐาน ISO 12100 กำหนดลำดับชั้นของมาตรการป้องกัน (Hierarchy of protective measures) ที่ชัดเจน โดยเน้นที่การออกแบบที่มีความ ปลอดภัยในตัวเอง (Inherently safe design) เป็นสิ่งแรก ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องจักรทั่วโลก
โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ในขณะที่กฎหมายไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎกระทรวง พ.ศ. 2564 มุ่งเน้นการกำหนดมาตรฐานด้านการบริหารจัดการและการดำเนินการด้านความปลอดภัย งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะเริ่มมีการใช้การประเมินความเสี่ยงตาม ISO 12100 ในภาคอุตสาหกรรม แต่ข้อกำหนดการตรวจในประเทศไทยมุ่งเน้นการตรวจสอบการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอันตรายและเป็นการตรวจสอบเชิงรายการ (Check List) สำหรับเครื่องจักรบางกลุ่ม มากกว่าการบังคับใช้หลักการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเองอย่างเข้มงวดตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต การวิจัยนี้ได้เสนอแนะแนวทางในการยกระดับมาตรฐาน
ของผู้ผลิตเครื่องจักรกลในประเทศไทย โดยนำหลักการ ISO 12100 มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบอย่างจริงจัง และส่งเสริมให้บุคลากรด้านความปลอดภัยสามารถใช้เครื่องมือเพื่อการประเมินความเสี่ยงซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญ ที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการประเมินความน่าเชื่อถือของระบบควบคุมความปลอดภัย ขั้นสูง เช่น การประเมินระดับประสิทธิภาพ (Performance Level : PL) หรือการประเมินระดับความสมบูรณ์ของความปลอดภัย (Safety Integrity Level : SIL)
คำสำคัญ : มาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องจักร, การประเมินความเสี่ยง, การลดความเสี่ยง, การออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง, ส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบควบคุม, ระดับประสิทธิภาพ
บทนำ
ความปลอดภัยของเครื่องจักรเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรทั่วโลก โดยถือว่ามีความ จำเป็นต่อผู้ใช้งานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การสร้างและใช้งานเครื่องจักร ประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมหลายประเภท สถานประกอบการหรือหน่วยงานจึงเริ่มมีการนำเข้าหรือมีการกำหนดแนวทางด้านความปลอดภัยของเครื่องจักรโดยอ้างอิงมาตรฐานสากล เช่น ISO JIS และ IEC เป็นต้น ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ [1] มาตรฐาน ISO 12100 (Safety of machinery — General principles for design — Risk assessment and risk reduction) เป็นมาตรฐานระดับ Type-A ตามการจัดโครงสร้างมาตรฐานออกเป็น 3 ประเภท และมีการแบ่งแยกออกเป็น 4 หมวด ดังรูปที่ 1. โดยมีการกำหนดหลักการพื้นฐานและระเบียบวิธีเพื่อนำไปสู่การบรรลุผลด้านความปลอดภัยในการสร้างเครื่องจักร โดยหลักการนี้จะอยู่บนพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์ด้านการออกแบบ การใช้งาน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร [2]

อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้มาตรฐานสากล ISO 12100 กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องตลอดอายุ การใช้งานของเครื่องจักร (All the phases of the machinery life) [2][3] แม้ว่ากฎหมายไทยจะยอมรับและอ้างถึงมาตรฐานสากลหลายฉบับ แต่ก็ยังเป็นข้อกำหนดสำหรับอุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับเครื่องจักรบางประเภท เช่น หม้อน้ำ [4] และการประเมินความเสี่ยงเครื่องจักรซึ่งมีกำหนดไว้เป็นมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ [1] แต่ความแตกต่างระหว่างแนวคิดเชิงหลักการของ ISO 12100 กับแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการไทย อาจทำให้เกิดช่องว่างด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องจักรเก่า หรือเครื่องจักรที่สร้างใหม่ในประเทศไทย โดยปัญหาของผู้ปฏิบัติงานในประเทศไทยมักพบว่าอุปกรณ์ป้องกัน (Guard) ไม่สามารถติดตั้งครอบคลุมจุดเสี่ยงได้อย่างครบถ้วน และทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ [5][6]
สำหรับประเทศไทยสถานการณ์การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานในช่วงปี พ.ศ. 2561–2565 พบว่าเครื่องจักรเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกจ้างประสบอันตรายสูงสุดเป็นอันดับ 3 โดยมีจำนวนถึง 56,286 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 13.36 ต่อปี [7] ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยของเครื่องจักร [8] ถึงแม้ว่ากฎหมายในประเทศไทย เช่น พระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง [6] ได้มีการกำหนดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติเพื่อลดอุบัติเหตุไว้แล้ว [4] อย่างไรก็ตามยังมีคำถามว่าข้อกำหนดและแนวปฏิบัติในประเทศไทยนั้นเทียบเคียงและสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของ ISO 12100 ในระดับสากลได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการออกแบบและการผลิตเครื่องจักรภายในประเทศไทย [8]
บทความนี้จึงมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างหลักการประเมินความเสี่ยงและการลดความเสี่ยงตามมาตรฐาน ISO 12100 กับกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของเครื่องจักรที่มีอยู่ในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์หลักการสำคัญของ ISO 12100 ในการออกแบบความปลอดภัยของเครื่องจักร ในการใช้ระบุความสอดคล้องและความแตกต่าง ตลอดจนการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานให้กับผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศไทย สู่การออกแบบและสร้างเครื่องจักรให้มีความปลอดภัยตามระบบมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
อุปกรณ์และวิธีการ
งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยดำเนินการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Analysis) มาตรฐาน ISO 12100 กับกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยเครื่องจักรของประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลจำนวน 20 ฉบับ ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐานสากล (ISO/IEC) บทความทางวิชาการ ผลการวิจัย วิทยานิพนธ์ ในช่วงเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ข้อมูลด้านวิวัฒนาการและความเป็นมาในการใช้งานมาตรฐานสากล ISO 12100 ที่มีมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน ตลอดจนรวบรวมกฎหมาย กฎกระทรวง ประกาศของประเทศไทย รวมถึงข้อมูลสถิติอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นข้อมูลปัจจุบัน ตลอดจนการอธิบายเหตุผลประกอบการคัดเลือกเอกสารและข้อจำกัดของงานวิจัย (Limitations) โดยมีขั้นตอนการดำเนินการวิจัยดังแสดงในตารางที่ 1
สำหรับงานวิจัยเอกสารนี้ จะมีข้อจำกัดของงานวิจัย (Limitations) ที่สำคัญคือ คุณภาพของผลการวิเคราะห์ข้อมูลนั้นจะขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือและความสมบูรณ์ของแหล่งข้อมูลที่นำมาใช้ นอกจากนี้ ในงานวิจัยนี้ไม่ได้มีการลงพื้นที่จริง เพื่อทำการตรวจสอบหรือประเมินเครื่องจักรในสถานประกอบการ หรือสังเกตพฤติกรรมการทำงานของพนักงานจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถประเมินปัจจัยด้านมนุษย์ และบริบทของสภาพแวดล้อมได้อย่างครบถ้วน ข้อจำกัดอีกประการคือ มาตรฐานสากลบางฉบับ เช่น มาตรฐาน ISO บางตัว อาจเข้าถึงได้จำกัดเฉพาะสมาชิกหรือผู้ที่ซื้อลิขสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเปรียบเทียบเชิงลึก การแปลความและการประยุกต์ใช้มาตรฐานในทางปฏิบัติโดยผู้ใช้งาน (Users) โดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องจักร (Safety of Machinery) อาจทำให้มีการตีความผิดพลาด และผลลัพธ์ที่ได้มีความแปรปรวน

ผลการทดลองและวิจารณ์
ผลการวิจัย (Results)
1. การเปรียบเทียบเพื่อผลการวิจัย
หลังจากกระบวนการประเมินความเสี่ยงซึ่งเป็นกระบวนการหลักของมาตรฐาน ISO 12100 สู่มาตรการลดความเสี่ยง (Risk Reduction) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการออกแบบเครื่องจักรที่ให้มีความปลอดภัย โดยมี
จุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ออกแบบลดความเสี่ยงตลอดวงจรชีวิตของเครื่องจักร [2] ในทางตรงกันข้ามพบว่ากฎหมายและแนวปฏิบัติในประเทศไทยที่บังคับใช้โดยกระทรวงแรงงาน (กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน) มุ่งเน้นที่การควบคุมความปลอดภัยในการใช้งานเครื่องจักร [3] และการรับรองมาตรฐานสากลสำหรับอุปกรณ์เฉพาะทางที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น หม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน) [4] การเปรียบเทียบระหว่างหลักการเชิงระบบของ ISO 12100 กับขอบเขตที่กฎหมายไทยรับรองหรืออ้างถึง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงโครงสร้างและหลักการออกแบบที่สำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนการลดความเสี่ยง โดยได้ทำการแสดงผลของการ
เปรียบเทียบไว้ในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ข้อมูลการเปรียบเทียบมาตรฐาน ISO 12100 กับกฎกระทรวงในประเทศไทย
2. ความแตกต่างและนัยยะที่สำคัญในเชิงปฏิบัติ
ISO 12100 กำหนดหลักการออกแบบและการบังคับใช้ตามลำดับชั้นของมาตรการเพื่อลดความเสี่ยง โดยให้มาตรการการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง (Inherently Safe Design Measures) เป็นขั้นตอนแรก (Step 1) และสำคัญที่สุด เพราะมาตรการนี้จะเน้นการออกแบบกลไกให้ปลอดภัย ซึ่งจะยากต่อการหลีกเลี่ยงหรือความตั้งใจในการฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัย เมื่อเทียบกับอุปกรณ์ป้องกัน (Safeguards) [2] ในส่วนกฎหมายไทยมีแนวทางปฏิบัติส่วนใหญ่ มักจะเน้นที่ขั้นตอนที่สอง (Step 2 – Safeguarding) และขั้นตอนที่สาม (Step 3 – Information for Use) จากกรณีศึกษาในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ในจังหวัดระยอง พบว่ามีการใช้ ISO 12100 เพื่อประเมินความเสี่ยงและออกแบบอุปกรณ์ป้องกัน (Guards) โดยอ้างอิง ISO 14120 [2] ประสบความสำเร็จในการลดระดับความเสี่ยงจากระดับ 4 (ปานกลาง) เป็นระดับ 1 (ต่ำ) แต่นี่คือการแก้ไขที่ปลายเหตุ ไม่ใช่การป้องกันที่ต้นทางของการออกแบบ (Design) [8]
3. ผลในเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ผลิตเครื่องจักรของประเทศไทย :
ผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศไทยที่ละเลยต่อมาตรการลดความเสี่ยงในขั้นตอนที่หนึ่ง (Step 1) จะส่งผลให้เครื่องจักรมีความเสี่ยงสูง ทำให้ต้องพึ่งพาการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติมด้วยมาตรการในขั้นตอนที่สอง (Step 2) อาจสร้างภาระและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการออกแบบให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้น ความเสี่ยงคงเหลือที่สูงกว่าค่าที่ยอมรับได้ (Higher Residual Risk) หากไม่ได้ขจัดอันตรายออกไปตั้งแต่แรก และยังมีความเสี่ยงคงเหลือ (Residual Risk) อยู่นั้น ก็จะเป็นภาระกับผู้ใช้งานในการออกแบบมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม อีกทั้งปัญหาในการส่งออกและการขอรับรองมาตรฐานสากล ISO 12100 ถือเป็นแกนหลักของกฎหมายเครื่องจักรในสหภาพยุโรป (Machinery Directive) เมื่อผู้ผลิตไทยที่ต้องการส่งออกเครื่องจักรไปยังเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) จะต้องจัดทำแฟ้มเอกสารทางเทคนิค (Technical Construction File) และพิสูจน์ความสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่จำเป็น (Essential Health and Safety Requirements : EHSRs) หากละเลยหลักการออกแบบนี้ ก็จะไม่สามารถขอการรับรองตราสัญลักษณ์ CE Marking ได้
4. ตัวอย่างผลกระทบจากความแตกต่าง
กรณีเครื่องจักรในโรงงานผลิตยางพารา จ.อุดรธานี ที่ลูกจ้างถูกเครื่องโรยยางดึงหนีบจนเสียชีวิต [6] สะท้อนถึงอันตรายทางกลที่ร้ายแรงจากระดับ S2 (Severe injury) [14] หากเครื่องจักรดังกล่าวถูกออกแบบตามหลัก ISO อย่างเคร่งครัด ที่ใช้หลักการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง ในการกำจัดจุดหนีบ (Pinch points) โดยการเพิ่มระยะห่างขั้นต่ำระหว่างชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่ (Minimum gaps) ตามมาตรฐาน ISO 13857 หรือ ISO 13854 หรือจำกัดการเข้าถึงโดยใช้การ์ดถาวร (Fixed Guards) ที่เป็นไปตาม ISO 14120 [2] ก็อาจช่วยยับยั้งหรือป้องกันอันตรายได้
การอภิปรายผล (Discussion)
1. การทบทวนในปัญหาเชิงลึก (In-depth Problem Statement Review)
แม้มีการนำมาตรฐาน ISO 12100 มาใช้ในการประเมินความเสี่ยงและติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันในโรงงานอุตสาหกรรมไทย[5][8] แต่การประยุกต์ใช้มักอยู่ในบริบทของการแก้ไขเครื่องจักรเดิม ปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยคือ ขาดการบังคับใช้มาตรฐานเชิงลึกสำหรับการออกแบบส่วนที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของระบบควบคุม (Safety Related Parts of a Control System : SRP/CS) ซึ่งเป็นส่วนขยายที่สำคัญของ ISO 12100 เมื่อการลดความเสี่ยงต้องอาศัยระบบควบคุม เช่น Interlocking Guards หรือ Safety Controller เป็นต้น โดยผู้ออกแบบจะต้องกำหนดระดับประสิทธิภาพ (Performance Level : PL) ด้วยมาตรฐาน ISO 13849-1 หรือระดับความสมบูรณ์ด้านความปลอดภัย (Safety Integrity Level : SIL) ด้วยมาตรฐาน IEC 62061 [11]
ความซับซ้อนของความปลอดภัยเชิงฟังก์ชัน (Functional Safety) แม้ว่าข้อบังคับของสภาวิชาชีพในไทยจะยอมรับการ ประเมินความเสี่ยงเครื่องจักรด้วยวิธี SIL หรือเทียบเท่า เช่น ANSI ISO IEC และ EN ถึงแม้ว่า ISO 13849-1 จะได้รับความนิยมในตลาดเครื่องจักร โดยผู้สร้างเครื่องจักร (Machine builders) และผู้ใช้งาน (User) มีการใช้งานถึง 90% หากเทียบกับ IEC 62061 ที่มีการใช้งานเพียง 30% [10] แต่การกำหนดค่า PL หรือ SIL ที่ถูกต้องนั้นจะมีความซับซ้อนและอาจเกิดความแตกต่าง (Variability) ในผลลัพธ์ระหว่างผู้ประเมิน การที่มาตรฐาน ISO 13849-1 มุ่งเน้นการใช้สถาปัตยกรรม (Categories) ในการคำนวณ และ IEC 62061 ใช้ SIL ทำให้เกิดความสับสนในการเลือกใช้ หากผู้ผลิตเครื่องจักรในประเทศไทยเน้นเพียงการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันโดยขาดการวิเคราะห์เชิงลึกตาม ISO 13849-1 และ IEC 62061 อาจนำไปสู่เหตุการณ์ระบบป้องกันทำงานล้มเหลวที่เป็นอันตรายได้ [2]
2. การอภิปรายเชิงข้อเสนอแนะด้านนโยบายและช่องว่างสำคัญ (Policy Recommendations and Key Gaps)
การลดความเสี่ยงที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพที่สุดคือการยกระดับความสำคัญของ มาตรการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง [2] ซึ่งมาตรการนี้รวมถึงการพิจารณาปัจจัยทางเรขาคณิต (Geometrical factors) เช่น การเพิ่มหรือลดช่องว่างให้พ้นมือการป้องกันการเข้าถึง การพิจารณาตามหลักการยศาสตร์ และการลดแหล่งกำเนิดอันตรายโดยตรง [11] การขาดอำนาจควบคุมการออกแบบเครื่องจักร โดยพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของประเทศไทย หรือแนวทางการตรวจรับรองเครื่องจักร [15] ที่มุ่งเน้นไปที่การควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำงาน และการตรวจสอบประจำปีสำหรับ
เครื่องจักรบางประเภทเท่านั้น [19] ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การกำหนดมาตรฐานการออกแบบสำหรับผู้ผลิตเครื่องจักรตั้งแต่ต้น หากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ไม่มีอำนาจในการออกข้อกำหนดเชิงเทคนิคด้านการออกแบบสำหรับผู้ผลิตในประเทศและผู้นำเข้า หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ก็ควรเข้ามามีบทบาทในการจัดการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ในการรับรองมาตรฐาน Type-A (ISO 12100) และ Type-B เช่น ISO 13849-1 IEC 62061 เป็นต้น เพื่อให้เกิดเป็นข้อบังคับสำหรับการผลิตและนำเข้าเครื่องจักรเพื่อจำหน่ายในประเทศ หรือการทบทวนและปรับปรุงกฎกระทรวงด้านการตรวจสอบ การจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและมาตรฐานการปฏิบัติงาน [17] ให้ทันสมัยมากขึ้น
การประยุกต์ใช้ ISO 12100 ในต่างประเทศ เช่น สหภาพยุโรป (EU) และญี่ปุ่น โดยตัวอย่างของยุโรปนั้น ได้มีการจัดทำเป็นมาตรฐานของยุโรป EN/ISO 12100 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สอดคล้อง (Harmonized Standard) และเชื่อมโยงโดยตรงกับคำสั่งว่าด้วยเครื่องจักรของสหภาพยุโรป (Machinery directive) โดยการปฏิบัติตามมาตรฐานนี้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์จะทำให้ผู้ผลิตได้รับการรับรองเครื่องหมาย CE Marking ซึ่งถือว่าเป็นการสันนิษฐานว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามกฎหมาย (Presumption of Conformity) นั่นหมายความว่ามีการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในบริบทของประเทศญี่ปุ่นแม้จะไม่ได้อ้างถึงมาตรฐาน ISO 12100 โดยตรงในบริบทการบังคับใช้กฎหมาย แต่ได้มีการออกคู่มือ “Guidelines on Comprehensive Safety Standards for Machinery” (พ.ศ. 2550) ของกระทรวงแรงงานญี่ปุ่น [20] โดยมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนินการด้านความปลอดภัยสำหรับผู้ผลิตและผู้ใช้เครื่องจักรที่สอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของ ISO 12100
สรุป
บทความนี้ได้ดำเนินการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบระหว่างหลักการพื้นฐานด้านความปลอดภัยเครื่องจักรตาม มาตรฐานสากล ISO 12100 กับกฎหมายและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยเครื่องจักรในประเทศไทย ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดที่พบคือ แนวคิดของมาตรฐานและลำดับชั้นของการลดความเสี่ยง (Hierarchy of Risk Reduction) ISO 12100 กำหนดให้ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง ในขณะที่แนวทางปฏิบัติของประเทศไทย ที่บังคับใช้โดยกฎกระทรวง มักมุ่งเน้นไปที่การควบคุมความปลอดภัยในการใช้งาน และการแก้ไขติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติมให้กับเครื่องจักรที่มีอยู่เดิม ผลการประยุกต์ใช้ในโรงงานไทย เช่น ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์และโรงงานผลิตเครื่องสำอาง แสดงให้เห็นว่าการใช้ ISO 12100 มักอยู่ในบริบทของการแก้ไขปรับปรุง โดยการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันเพิ่มเติมตามมาตรฐานอื่น ๆ เพื่อลดระดับความเสี่ยง ช่องว่างที่สำคัญ (Key Gap) คือการขาดกลไกการกำกับดูแลที่เข้มงวดในขั้นตอนการประเมินความเสี่ยงและการออกแบบ เพื่อยกระดับความปลอดภัย ผู้ผลิตไทยควรมีการออกแบบที่มีความปลอดภัยในตัวเอง (Inherently Safe Design) ตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบ โดยอาจต้องอาศัยการกำหนดนโยบายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น DIW TISI เพื่อกำหนดให้การปฏิบัติตามมาตรฐาน Type-A และ Type-B เป็นไปอย่างเข้มงวด และปรับปรุงข้อบังคับสำหรับการผลิตและการนำเข้าเครื่องจักร
กิตติกรรมประกาศ
ผู้เขียนขอแสดงความขอบคุณอย่างยิ่งต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เจ้าหน้าที่ ภาควิชาวิศวกรรมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรามคำแหง และผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และแรงสนับสนุนที่เป็นประโยชน์ตลอดกระบวนการศึกษาวิจัย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลด้านข้อกำหนดและแนวทางการตรวจสอบเครื่องจักร ตลอดจนแหล่งข้อมูลวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ช่วยให้บทความเรื่องนี้สามารถจัดทำได้อย่างสมบูรณ์และมีความน่าเชื่อถือในเชิงวิชาการ
เอกสารอ้างอิง
- [1] ข้อบังคับสภา. 2566. ว่าด้วยการประกอบวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม สาขาอาชีวอนามัยและความ
ปลอดภัย พ.ศ. 2566. สภาวิชาชีพวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. - [3] TÜV SÜD. 2014. A practical guide to machinery safety (4th ed.). TÜV SÜD Product Service (n.d.). United
Kingdom - [2] International Organization for Standardization. 2010. ISO 12100 : Safety of machinery General principles
for design – Risk assessment and risk reduction. - [4] กฎกระทรวง. 2564. กำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการและดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และ
สภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร ปั้นจั่น และหม้อน้า พ.ศ. ๒๕๖๔. กระทรวงแรงงาน. - [5] พิชญา สาทิพย์จันทร์, ศรีรัตน์ ล้อมพงษ์ และธีรยุทธ เสงี่ยมศักดิ์. 2567. ประสิทธิผลของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายสำหรับ
เครื่องรูดเทปของโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง. วารสารความปลอดภัยและสุขภาพ. 17(2) : 78-81 - [6] กองความปลอดภัยแรงงาน. กรณีศึกษาอุบัติเหตุจากการทำงาน ประจำปีงบประมาณ 2566. กรมสวัสดิการและคุ้มครอง
แรงงาน กระทรวงแรงงาน. - [7] สำนักงานกองทุนเงินทดแทน. รายงานสถานการณ์การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย เนื่องจากการทำงาน ปี 2561-2565.
สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน. - [8] สุภาณวงค์ ศรีลาศักดิ์ และเอกไท วิโรจน์สกุลชัย. 2567. การประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเครื่องจักรโดยใช้
หลักการ ISO 12100 (กรณีศึกษาโรงงานผลิตเครื่องสำอาง). วารสารวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏ
อุดรธานี. 3(2) : 53-64. - [9] Düsing, C. M., and Well, F. In : Ericson, L. and Petter, P. Safety Function-Failure Mode and Effect
Analysis a Novel Approach of FMEA for Safety Application in Mobile Working Machinery, Global Fluid
Power Society Symposium, 2025, 157–182. - [10] Chinniah, Y., Nix, D. S. G., Jocelyn, S., Burlet-Vienney, D., Bourbonnière, R., Karimi, B., & Ben Mosbah, A.
2019. Safety of machinery : Significant differences in two widely used international standards for the
design of safety-related control systems. MDPI Safety. 5(4) : 76. - [11] Peltonen, M. 2023. Leveraging Industry 4.0 for machinery safety management. Master’s thesis, Aalto
University, Automation and Electrical Engineering, Finland. - [12] Aby, G. R., Issa, S. F., & Chowdhary, G. 2024. Safety risk assessment of an autonomous agricultural
machine. Journal of Agricultural Safety and Health, 30(1) : 1–15. - [13] Koning, M. de, Machado, T., Ahonen, A., Strokina, N., Dianatfar, M., De Rosa, F., and Minav, T. 2024. A
comprehensive approach to safety for highly automated off-road machinery under Regulation
2023/1230. Elsevier Safety Science. 175 : 106517. - [14] Kozlowski, A., Smyla, J., Bembenek, M., Wojtas, P., and Kasprzyczak, L. 2023. The role and importance
of risk assessment in machinery design and control systems on the example of a model research line
designed for the production of low-emission composite fuel. Journal of KonBIN, 53(1) : 3234. - [15] กองความปลอดภัยแรงงาน. แนวทางการตรวจรับรองประจำปีเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานก่อสร้าง. กรม
สวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน. - [16] กฎกระทรวง. 2560. การอนุญาตเป็นผู้ตรวจสอบเครื่องจักรเอกชน. กระทรวงอุตสาหกรรม.
- [17] กฎกระทรวง. 2560. การตรวจสอบ การจัดทำรายงานผลการตรวจสอบ และมาตรฐานการปฏิบัติงานการตรวจสอบ
เครื่องจักรของผู้ตรวจสอบเครื่องจักรเอกชน. กระทรวงอุตสาหกรรม. - [18] Casale, M. 2021. Analysis of a bearing production line to improve performance. Master’s thesis,
Polytechnic University of Turin, Mechanical Engineering, Italy. - [19] ประกาศกระทรวง. 2554. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง ชนิดและประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้
ในการทำงานก่อสร้างที่ต้องตรวจรับรองประจำปี. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน. - [20] ประกาศกระทรวง. 2550. แนวปฏิบัติเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเครื่องจักร (機械の包括的な安全基準に
関する指針). สำนักงานมาตรฐานแรงงาน กระทรวงสาธารณสุขแรงงานและสวัสดิการ., ประเทศญี่ปุ่น.
ที่มาของเอกสารอ้างอิง
สมโภช เวียงคำ และคณะ, “การเปรียบเทียบมาตรฐาน ISO 12100 กับแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของเครื่องจักรในประเทศไทย,” ใน การประชุมวิชาการเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 37, สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย, 2568, หน้า 107-114
ผู้เขียน
สมโภช เวียงคำ, ปิยะรัตน์ ปรีย์มาโนช, วัฒนา จันทะโคตร, เสรีย์ ตู้ประกาย, นันท์นภัสร อินยิ้ม และพรนิภา บริบูรณ์สุขศรี



